FDI ในไทย : ปี 2562 มูลค่า FDI ในไทย 281,873 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีมูลค่า 255,605 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้นเป็น 261,706 ล้านบาท จาก 12,457 ล้านบาท ในปี 2558 โดยเพิ่มขึ้นแซงญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ เมื่อพิจารณารายสาขา มูลค่าการลงทุนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.8 เมื่อเทียบกับปี 2558
FDI ใน สปป.ลาว : ในปี 2562 มูลค่า FDI ในลาว 7,963 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 กว่า 6 เท่า โดย 10 ปีผ่านมา (ปี 2553-2562) ประเทศจีนมีโครงการลงทุนในลาวมากเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด แต่มูลค่าการลงทุนในปี 2558 จีนเป็นรองเวียดนาม
สำหรับการลงทุนของไทยในลาว ปี 2562 ไทยลงทุนในลาวเป็นอันดับ 2 ทั้งนี้ ก่อนปี 2554 นักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 คือประเทศไทย แต่หลังจากนั้น FDI ของจีนขึ้นเป็นอันดับ 1 แทนที่เม็ดเงินจากประเทศไทย และเวียดนาม ปัจจุบันจีนเป็นนักลงทุนและผู้สนับสนุนด้านการเงินอันดับหนึ่งของลาว โดยทั้งสองประเทศร่วมมือกันใน 5 เรื่องคือ การเชื่อมโยง ก่อสร้าง การเกษตรกรรม พลังงาน และพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

FDI ในเวียดนาม : ส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนชาวเอเชีย ซึ่งปี 2562 FDI ในเวียดนามมีมูลค่า 16,746 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 6.8 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยมีโครงการใหม่ 3,883 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.5 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยเกาหลีใต้เป็นผู้ลงทุนอันดับต้นๆ ตั้งแต่ปี 2557 ส่วนไทยลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 7 ในปี 2562 ไทย ซึ่ง 80% ของธุรกิจไทยที่ลงทุนในเวียดนามเป็นภาคการผลิตและบางส่วนเข้าสู่การค้าปลีกโดยการเข้าซื้อกิจการ
FDI ในเมียนมา : มูลค่าการลงทุนสะสมของเมียนมา ตั้งแต่ปี 2558 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2562 มีมูลค่าทั้งสิ้น 83,038 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 40 และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 6 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ จีน ไทย ฮ่องกง และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยอุตสาหกรรมที่ต่างชาติให้ความสนใจลงทุนในเมียนมามากที่สุดในปี 2562 สามอันดับแรก คือ กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กลุ่มพลังงาน และอุตสาหกรรมการผลิต ตามลำดับ
FDI ในกัมพูชา : ในปี 2562 นักลงทุนต่างชาติที่มูลค่าการลงทุนมากที่สุดในกัมพูชาเข้ามาลงทุนมากเป็นอันดับ 1 คือ จีน ตามด้วย หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) ญี่ปุ่น และไทย โดยในช่วง 5 ปี (ปี 2558-2562) จีนเพิ่มเงินลงทุนในกัมพูชามากขึ้นร้อยละ 334 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า เช่นเดียวกับไทยที่มีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 24 ซึ่งในปี 2562 CIB อนุมัติโครงการลงทุนรวม 197 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโรงงานผลิตเสื้อผ้า กระเป๋า และธุรกิจโรงแรม เป็นต้น
ทั้งนี้ จากผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิต ของผู้ประกอบการจำนวน 200 ตัวอย่าง ซึ่งแบ่งเป็นผู้ประกอบการไทยที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยร้อยละ 70% และผู้ประกอบการต่างชาติที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยร้อยละ 30% พบว่า
หลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ผู้ประกอบการต่างชาติให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสุขอนามัยเพิ่มมากขึ้นในอันดับต้นๆ ในการขยายฐานการผลิต และให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 4 จากเดิมก่อนสถานการณ์โควิด-19 อยู่ในอันดับที่ 11 ขณะที่ผู้ประกอบการไทยยังคงคำนึงถึงปัจจัยด้านต้นทุนต่ำเป็นปัจจัยหลักในการย้ายฐานการผลิต

สำหรับอุตสาหกรรมไทยที่บุญหล่นทับหลังโควิด-19 ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- ผลิตภัณฑ์ด้าน IT
- เครื่องใช้สำนักงาน
- เครื่องปรับอากาศ
- ฮาร์ดดิสก์
- ถุงมือยาง
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ
- เครื่องมือทางการแพทย์
ทั้งนี้ เนื่องจากไทยสามารถจัดการกับโควิดได้ดี และแรงงานมีคุณภาพ มีความรู้ มีฝีมือ มีทักษะในการผลิต ซึ่งผู้ประกอบการต่างชาติ มีแผนขยายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยเพิ่ม ประกอบด้วย ผู้ประกอบการจีน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ด้าน IT ผู้ประกอบการญี่ปุ่น ได้แก่ เครื่องใช้สำนักงาน และเครื่องปรับอากาศ และผู้ประกอบการมาเลเซีย ได้แก่ฮาร์ดดิสก์
นอกจากนี้ มีผู้ประกอบการต่างชาติที่มีแผนย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย หลังโควิด-19 ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อาทิ ผู้ประกอบการจีน เช่น ผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง และผู้ประกอบการญี่ปุ่น เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ และเครื่องมือทางการแพทย์

อุตสาหกรรมไทยที่กรรมซ้ำเติมหลังโควิด-19 ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แปรรูปอาหารทะเล อาหารทะเลแช่แข็ง เครื่องจักรกล อาหารแปรรูป สแน็ค ขนมขบเคี้ยว และผัก ผลไม้แปรรูป เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีแผนจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแสวงหาแรงงานที่มีจำนวนมากและค่าแรงต่ำ
รวมถึงแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่มีคุณภาพใกล้เคียงไทยและราคาถูก และสิทธิประโยชน์ทางการค้ากับประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศที่ผู้ประกอบการไทยมีแผนจะขยายฐานการผลิตไปมากที่สุด คือ
เมียนมา : สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แปรรูปอาหารทะเล/อาหารทะเลแช่แข็ง เครื่องจักรกล
เวียดนาม : แปรรูปอาหารทะเล อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารแปรรูปประเภทสแน็ค ขนมขบเคี้ยว
สำหรับข้อเสนอแนะ มีดังนี้
1. ไทยควรจะใช้โอกาสจากโรคระบาดผลักดันส่งเสริมสนับสนุนและเน้นอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น ถุงมือยาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพ เครื่องมือทางการแพทย์
2. ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสุขภาพและอาหารเพื่อสุขภาพของโลก
3. พัฒนาเทคโนโลยี AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค.
"ด้านอุตสาหกรรม" - Google News
August 19, 2020 at 12:11PM
https://ift.tt/3iUsdVK
แนะแรงงานต้องเพิ่มทักษะ พัฒนาฝีมือ หลังต่างชาติยังสนใจย้ายฐานการผลิตมาไทย - ไทยรัฐ
"ด้านอุตสาหกรรม" - Google News
https://ift.tt/2XRQMK3
No comments:
Post a Comment